Faihin Home ประวัติครูบา

ประวัติ ปฐมสังฆนายะกะ “ โสภา ”

FaihinArticles - Wat Faihin

ประวัติ ปฐมสังฆนายะกะ “ โสภา ”
เจ้าคุณพระอภัยสารทะ วัดฝายหิน

ปฐมสังฆราชาแห่งล้านนาไทย

เจ้าคุณพระอภัยสารทะ วัดฝายหิน

           เจ้าคุณพระอภัยสารทะ (ครูบาฝายหิน) ปฐมสงฆราชาของล้านนาไทย พระอภัยสารทะ สังฆปาโมกข์ ฉายา โสภโณ อายุ ๘๓ ปี พรรษา ๖๑ เป็นพระมหาเถระผู้ทรงความรู้ในภาษาบาลี เชี่ยวชาญในพระไตรปิฎก และการปฏิบัติ ทั้งในฝ่าย สมถกัมมัฏฐาน และวิปัสสนากัมมัฏฐาน เป็นเจ้าอาวาสวัดฝายหิน ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่
   

      พื้นเพ
    ประวัติโดยย่อ จากหนังสือ "อนุสรณ์งานบำเพ็ญกุศล ฉลองชนมายุครบ ๖ รอบ และสมโภชสมณศักดิ์ พระเทพวิทธาจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพ เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๒๘" (หน้า ๓๔-๓๖) มีดังต่อไปนี้

      เด็กชายควาย หรืออีกชื่อหนึ่งว่า อุ่นเรือน เป็นผู้มีบรรพบุรุษมาจากเชียงแสน เกิดที่เชียงใหม่ เมื่อวันอังคาร ขึ้นหนึ่งค่ำ เดือน ๖ ปีเถาะ พ.ศ. ๒๓๗๔ บิดาชื่อ นายหนานอินต๊ะ มารดาชื่อ นางซอน (ในสมัยนั้นยังไม่ได้มีการตั้งนามสกุล) มีถิ่นฐานอยู่ที่ ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเด็กที่มีบุคลิกลักษณะดี ล่ำสันแข็งแรงมาแต่เล็ก

      แผ่นดิน ล้านนาไทย นอกจากมีชื่อเสียงในทางอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร อันเป็นหลักใหญ่ในทางเศรษฐกิจแล้ว ยังได้รับการต้อนรับจากอาคันตุกะ อย่างน่าปลื้มปิติอีกอย่างหนึ่งคือ ทางศีลธรรมอันดีงามของประชาชนสิ่งที่สำคัญสองประการนี้อย่างที่หนึ่งเป็นไปในทางด้านวัตถุ อย่างที่สองเป็นไปในทางจิตใจ บ้านเมืองจึงทรงไว้ซึ่งสันติสุขอันสิ่งทั้งสองขอกล่าว ในทางศีลธรรม อันดีงามของประชาชนก่อน ว่ามีความรุ่งเรือง และเป็นมานานประการใด สิ่งสำคัญที่ช่วยประชาชนให้มีศีลธรรมอันดีได้นั้น ปราชญ์แยกไว้สามประการ คือ

๑ . ความเป็นอยู่ของประชาชนดี เช่นการทำมาหากินที่อยู่อาศัยไม่ ลำบาก
๒ . สิ่งแวดล้อมจูงใจได้ดีมากเช่น วัดวาอารามอันสง่างามเป็นขวัญ บ้านขวัญเมือง
๓ . ผู้ที่คอยชี้แจงใจใส่ในการทำดี มีความแข็งแรงในภาระ

      สิ่งสามประการนี้นับว่าเป็นหลักสำคัญในอันที่ทำให้ประชาชนมีศีลธรรมดีได้เป็นอย่างมาก ในที่นี้ขอกล่าวถึงประวัติของบุคคลที่สำคัญในทางจูงใจและทรงและทรงไว้ซึ่งระเบียบของศาสนา ในแผ่นดินล้านนารุ่งเรืองอย่างเป็นที่น่าปิติเช่นทุกวันนี้เมื่อกล่าวความมาถึงตอนนี้แล้วขอกล่าวย้อนหลังไปถึง พระพุทธศาสนาในลานนาไทย แต่หนหลังพอเป็น ที่เข้าใจก่อน

      เมื่อพุทธศักราช ๒๐๙๔ ปี พม่าได้ยกกองทัพมาทำการรุกรานอาณาจักรลานนาไทยได้ยึดนครต่าง ๆ ในภาคเหนือไว้ในอำนาจหมด แม้กระทั้งนครเชียงใหม่ราชธานีของลานนาไทย ในยุคนั้นได้กระจัดกระจายกันไพร่ฟ้าราษฎรต่างอพยพตัวเองไปอยู่ตามป่าตามเขาโดยมากการพระศาสนาวัดวาอารามที่เคยรุ่งเรืองมา ก็อับเฉาเศร้าหมองลง สังฆพระธรรมกระจัดกระจายไปคนละที่ละทางเมื่อยึดเมืองได้แล้ว พม่าข้าศึกก็เข้ามานั่งเมืองด้วยการเป็นเหนือหัวได้อยู่ถึง ๒๓๖ ปี ก็ได้มีคนลานนาไทยกลุ่มหนึ่ง อันมี พระยาสุลวฤาชัยสงคราม เจ้าทิพย์ช้างเป็นหัวหน้า เล็งเห็นความเสื่อมโทรมของพระศาสนาก็มีความสังเวชสลดใจเป็นประมาณ จึงชักชวนบริวารมิตรสหายกลุ่มหนึ่ง ทำการกู้อิสระภาพของลานนาไทยกลับคืนมา โดยเข้ายึดเมืองลำปางคืนมาได้ก่อน อันเจ้าทิพย์ช้างนี้มีบุตรคนหนึ่งชื่อ เจ้าฟ้าชายแก้ว ภายหลังเมื่อพม่าที่รักษาเมืองเชียงใหม่รู้ระแคะระคาย การกู้แผ่นดินจึงจับเจ้าฟ้าชายแก้วไว้แล้วได้นำคุมขังไว้ ณ เมืองเชียงใหม่ เจ้าฟ้าชายแก้วนี้มีบุตรหลายองค์ด้วยกัน ที่นับว่าเป็นยอดทหารหาญอยู่ก็คือ เจ้ากาวิละ กับ พระเจ้าธรรมลังการ์ ราชบุตรทั้งสอง เมื่อได้นำไพร่พลหักด่านเข้าเมืองเชียงใหม่เพื่อแหกเอาเจ้าฟ้าชายแก้วผู้เป็นบิดาได้มาแล้ว ได้ทำการขับไล่พม่าออกเมืองไป เจ้ากาวิละผู้เป็นพี่ใหญ่ก็ได้เข้านั่งเมืองเชียงใหม่เป็นปฐมกษัตริย์ต่อมา เมื่อจัดบ้านเมืองแล้วและการพระพุทธศาสนา ให้เป็นไปด้วยความรุ่งเรืองบ้างแล้ว ภาระใดที่เป็นของแผ่นดินล้านนาไทย พระเจ้ากาวิละได้รีบจัดการอีกเช่น หัวเมืองฝ่ายเหนือที่ใดยังไม่เป็นสุขด้วยทุกข์ภัยเบียดเบียนจากการกดขี่ข่มเหงของพม่าผู้ครอบครองอยู่ เจ้ากาวิละก็ได้ระดมกำลังไปตีเพื่อขับไล่พม่าเสีย

      มีอยู่ครั้งหนึ่ง ที่พระเจ้ากาวิละกับ พระเจ้าธรรมลังการ์ ผู้น้อง ได้ยกกำลังไปตีเชียงแสน เมื่อขับพม่าแตกถอยไปแล้วสองพี่น้องได้ประชิดติดตามตีจนสุดเขตแดนล้านนาไทยแล้วได้กวาดผู้คนมาเป็นจำนวนมาก พวกที่พระเจ้า กาวิละนำมานำมาครั้งนั้น มีพวกไตยวนและพวกลื้อเขิน อันเป็นชาวล้านนาไทยเผ่าเดียวกัน พระองค์ได้นำมาด้วย เมื่อมาถึงบ้านเมืองเชียงใหม่แล้ว พระเจ้ากาวิละได้จัดให้อยู่ในคามเขตของบ้านเมืองต่อไป เช่นพวกลื้อให้ไว้ตะวันออกของเวียงพวกเขินก็ไว้ทางใต้เวียงประตูเชียงใหม่ อันพวกเขินนี้มีศิลปวิทยาการในทางหัตถกิจและศิลปกรรมต่าง ๆ เช่น ในท้องที่อำเภอสันทราย สันกำแพง ดอยสะเก็ดบ้าง ดังนี้

      ในบรรดาหมู่ชาวเขินที่พระจ้ากาวิละพามาทางเหนือ เมื่อมาตั้งรกรากเป็นปึกแผ่นแล้วก็ได้ช่วยกันทำนุบำรุงบ้านเมืองและการศาสนาให้รุ่งเรืองสืบกันมา บันลุถึงปีเต่าสี มะโรง จัตวาศกพ . ศ . ๒๓๗๔ ยังมีสามีภรรยาชาวเขิน หนตะวันตกเวียงคู่หนึ่ง ผู้ผัวชื่อหนานอินต๊ะ ผู้ภรรยาชื่อนางซอนได้กำเนิดลูกชายผู้หนึ่ง ในวันอังคารขึ้นหนึ่งค่ำ เดือน ๘ เหนือปีนั้นด้วยเหตุอัศจรรย์อยู่ว่าเวลาใกล้รุ่งที่ลูกชายกำเนิดนั้น ควาย โค ที่ชาวบ้านปล่อยให้ไปหากินหญ้าตามลำพังในป่าทั้งหมดโดยไม่มีเจ้าของควบคุมดูแล ได้หวนกลับเข้ามาบ้านหมดทุกตัวโดยที่ไม่มีใครต้อนใครจับมา ด้วยนิมิตอันเป็นมงคลเหตุนั้นลูกชายที่เกิดมาจึงได้ชื่อตามนั้นว่า ควาย

      เมื่อผ่านอายุในปฐมวัยมาด้วยความสมบูรณ์ปราศจากโรคภัย ต่าง ๆ ควายเมื่อเติบโตขึ้นพอช่วยบิดามารดาทำกิจการต่าง ๆ บางครั้งไปเลี้ยงควายเป็นการช่วยพ่อแม่ตามวัย

เข้าวัด บรรพชา

      เมื่อเด็กชายควายอายุได้ ๑๑ ปี ก็ได้มีสาธุเจ้าครูบามารวิชัยผู้มาเจริญบิณฑบาตทุกวัน ๆ ที่บ้านพบเห็นเข้า ครูบามารวิชัยจึงได้ขออนุญาตจาก หนานอินต๊ะ ผู้พ่อนำไปอยู่วัดด้วย ควายจึงมาเป็นลูกศิษย์วัดฝายหินกับครูบามารวิชัย เมื่ออายุ ๑๑ ปี เมื่อมาอยู่วัดช่วยปรนนิบัติครูบาอาจารย์ และวัดวาอารามแล้วก็ศึกษาอักขระสมัยประเพณีจนเข้าใจอย่างรวดเร็วจวบจนอายุได้ ๑๕ ปี ครูบามารวิชัยผู้อาจารย์ก็ได้ทำการบรรพชาให้เป็นสามเณรในปีนั้น

      สามเณรควาย เมื่อได้น้อมตัวลงมาสู่เงาของพระบวรพุทธศาสนาแล้วก็ได้อุตส่าห์วิริยะทำการศึกษาอักขระสมัยและ ไตรปิฎกในสำนักของอาจารย์จนเข้าใจอักษรศาสตร์และพระธรรมวินัยเชี่ยวชาญได้เป็นอย่างดี เป็นที่ร่ำลือกันในสมัยนั้นว่า สามเณรควายผู้นี้รู้บาลี มูลกัจจาย์สัททศาสตร์จนหาผู้ใดเสมอ

อุปสมบทและศึกษาด้านปริยัติ

      เหมือนมิได้ เมื่ออายุวัยล่วงมาได้ ๒๒ ปี ครูบามารวิชัยผู้เป็นอาจารย์ จึงได้ทำการอุปสมบทในสำนักวัดฝายหินนั้นโดยมี
พระมหาเถรสวามี สิริวํโส วัดป่าแดง เป็นพระอุปัชฌาย์ สาธุเถรอินต๊ะ วัดป่าแพ่ง เป็นกรรมวาจาจารย์ สาธุเถรมารวิชัย วัดฝายหิน เป็นอนุสาวนาจารย์ โดยได้ฉายาทางศาสนาว่า “ โสภา ภิกขุ

      เมื่อได้อุปสมบทแล้ว ได้ศึกษาพระธรรมวินัย และมูลกัจจายเพิ่มเติมอีกในสำนักของพระมหาเถรสิริวํโส จวบจนถึงปี พ . ศ . ๒๓๙๘ คืออุปสมบทแล้วได้ ๑ ปี ท่านอาจารย์สาธุเถรมารวิชัย ได้ถึงมรณะภาพจึงได้ รับภาระเป็นเจ้าอาวาสสืบต่อมาในครั้งนั้น กิจการพระบวรพุทธศาสนายังไม่เจริญเหตุนั้นโสภาภิกขุ เมื่อได้รับภาระเป็นเจ้าอาวาสแล้ว จึงได้จัดการศึกษาขึ้นเป็นครั้งแรกทางอักขระภาษา มีการเรียนคัมภีร์มูลกัจจาย์บ้าง คัมภีร์สมัญญาภิธานนามบ้าง ซึ่งครั้งนั้นเรียกว่า “ สทา ๘ มัค ” ฝ่ายพระปริยัติธรรมก็รุ่งเรืองขึ้นมา ผู้สนใจศึกษาได้มาจากสารทิศต่าง ๆ ทั้งหัวเมืองอื่นออกไปอีกเช่น เมืองลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน เชียงราย แม้กระทั่งเชียงตุงก็มีพระมาร่วมศึกษาด้วย นอกจากฝ่ายปริยัติธรรมแล้ว

วิทยฐานะ

      จบนิรุต ทางอักษรศาสตร์ ภาษาล้านนาไทย ภาษาบาลี มูลกัจจาย และเป็นผู้เชี่ยวชาญพระไตรปิฎกอรรถกถา ฎีกา และได้รับการยกย่องว่าเป็นพหูสูตร

การปฏิบัติธรรม

      เฉพาะท่านเองได้ออกไปเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน บำเพ็ญสมาธิวิปัสสนาในวิเวกสถานเป็นนิจ สถานที่นั้นคือ เงิ้มผา ทางหลังวัดห่างออกไปอีกประมาณ ๒๐๐ เมตร หลักฐานปรากฎอยู่ก็คือ มีคนไปสร้างศาลาที่พักของผู้ไปคารวะวิสาสะธรรมกับท่านให้ ๑ หลัง ครั้งนั้นฝ่ายพุทธจักรคือสงฆ์ในล้านนา จึงเจริญรุ่งเรืองยิ่งทั้งคามวาสี และอรัญญวาสี ทั้งศิลปวัฒนธรรมในล้านนาเจริญรุ่งเรือง

งานการบริหารปกครองและตำแหน่งสมณศักดิ์

      นอกจากฝ่ายปริยัติธรรมแล้ว การบริหารพระศาสนาทางด้านปริยัติธรรมท่านโสภาได้จัดให้มีขึ้นด้วยการคณะสงฆ์ที่เคยกระจัดกระจาย เพราะการศึกษาได้จัดการเป็นหมวดหมู่ขึ้นด้วยความสมัคคีธรรมและสมรรถภาพของท่านจวบจน พ . ศ . ๒๔๓๘ อันเป็นปีที่ ๓๖ ตั้งแต่อุปสมบทมาพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ราชบิดาพระราชชายาเจ้าดารารัศมีพระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่จึงได้ถวายตำแหน่งโดยแต่งตั้งให้เป็น ปฐมสังฆนายกองค์ที่ ๑ ของล้านนาไทยโดยให้มีสมณะศักดิ์ตำแหน่งนามว่า ปฐมสังฆนายะกะโสภา วัดฝายหิน สังฆราชาที่หนึ่ง เชียงใหม่ในสังฆราชาทั้ง ๗ คือ

๑ . ปฐมสังฆนายะกะ วัดฝายหิน เชียงใหม่
๒ . สังฆราชาศาณะโพธิ วัดแม่วาง อสันป่าตอง
๓ . สังฆราชาสรภังค์ วัดนันทาราม ประตูเชียงใหม่ ตระกูลเขินเชียงใหม่
๔ . สังฆราชาคันธา วัดเชตุพน
๕ . สังฆราชาครูบายะ วัดหนองโขงเขตลำพูน ภายหลังมาอยู่วัดดับภัยเชียงใหม่
๖ . สังฆราชาเจ้าตุ๊ปัญญา วัดพวกแต้ม องค์นี้เป็นราชตระกูล ณ เชียงใหม่
๗ . สังฆราชาญาณะรังสี วัดสันคะยอม

       ในการถวายตำแหน่งนี้ พระเจ้าอินทวิชยานนท์ ได้ประกาศถวายเป็น มหาสังฆพิธีณะ วัดพระธาตุดอยสุเทพ เมื่อวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนวิสาขะ ๘ เหนือ จุลศก ๑๒๕๗ ปี ดังนี้ หนนั้นบ้านเมืองจึงรุ่งเรืองด้วยพระพุทธศาสนาสนะธรรมดาตามลำดับกาลฯ ด้วยวิริยะอุสาหะในการเอาใจใส่ปกครองและ จัดสรรค์การคณะสงฆ์ทั้งในด้านคันถธุระและวิปัสสนาธุระของท่านให้เรียบร้อย

บริหารการคณะสงฆ์และจำพรรษาที่วัดเชียงยืน

      เมื่อได้ถวายตำแหน่งสังฆนายะกะ และสังฆราชาทั้ง ๗ ของเมืองแล้วได้ ๑ ปี พ . ศ . ๒๔๓๙ พระเจ้าอินทวิชยานนท์และไพร่ฟ้าบ้านเมือง จึงอาราธนาให้ท่านามประจำอยู่วัดเชียงยืน เหนือเวียงเชียงใหม่เพื่อจัดการคณะสงฆ์และการพระศาสนาได้โดยสะดวก

      เมื่อการพระศาสนาได้รุ่งเรืองขึ้นในเมื่อกาลนั้นบ้านเมืองก็สงบสุข เสียงแซ่ซ้องอนุโมทนาในกุศลผลบุญ ประกาศหยาดน้ำและปอยหลวงก็เป็นมหากรรมพิธีอึงคนึงอยู่มิได้ขาดในเวลาเช้ารุ่งอรุณ สังฆภิกขุเณรจาริกบิณฑบาต เพื่อโปรดสัตว์โปรยบุญสุนท์ทานอร่ามเรือง เป็นขวัญเมืองอยู่นิรันด์ตราบสายันห์กาลเสียงกังวาน ของ เด็กที่วัดสนั่น พระสงฆ์สวดสูตร์นั่งเป็นระเบียบตามอายุพรรษากาล มีปริมณฑลการนุ่งห่ม มัดอก ตามแบบสังฆบุรพาจารย์แต่ก่อนมาเป็นผลผาสุขยิ่งแต่ครั้งนั้นแหละ

เกิดเหตุการณ์แตกแยกทางความคิด

      เมื่อต่อมาอีกไม่นานเท่าใดยังมีกุลบุตรชาวชนบทผู้หนึ่งมีนามว่าปิงเป็นชาวบ้านลวงใต้ อำเภอดอยสะเก็ด ได้ไปทำการศึกษาพระปริยัติธรรมมาจากกรุงเทพฯ สำนักวัดบวรนิเวศวิหาร ผู้เป็นเจ้าหัวคณะใหญ่ฝ่ายพระธรรมยุติกะนิกาย เรียนปริยัติจนสำเร็จเปรียญธรรม เป็นพระมหาปิงมาแล้ว ได้กลับมาสำนักอยู่วัดเจดีย์หลวง ชาวบ้านชาวเมืองมีเจ้าขุนมูลนายฝ่ายใต้ และฝ่ายเหนือนิยมชมชอบในลัทธิธรรม ที่มหานำมาจากใต้มาก แต่ว่าการนิยมนี้มีนัยอยู่สองประการ คือ

๑ . เพราะเจ้านายฝ่ายสูงทางใต้นิยม เจ้านาย ฝ่ายไพร่ และฝ่ายเหนือคล้อยตาม
๒ . เพราะลัทธิที่มหาปิงนำมาเป็นของใหม่ คนตื่นกัน

      เมื่อลัทธิใต้ที่มหาปิงนำมาที่เรียกว่า “ ลัทธิกุมผ้าบ่รัดอกเป็นที่นิยมของเจ้านายทั้งหลายแล้ว การพระศาสนาฝ่ายเหนือก็ซบเซาลงไป ผู้เอาใจช่วยเหลือฝ่ายที่เป็นเจ้านายก็เหลือน้อย เพราะไปนิยมกับนิกายใหม่ฝ่ายพระมหาปิงเสียจนหลายปีดีดัก เมื่อได้ลูกศิษย์ลูกหาสาวกสาวิกามากมายแล้วพระมหาปิงก็ลงเรือล่องไปเวียงใต้ ทำนองที่เป็นไปเพื่อรายงานตัว จวบจนกลับมาพระมหาปิงก็ได้รับตำแหน่ง เจ้าคุณนพีสีพิศาลคุณขึ้นมาด้วยคนทั้งหลายก็ยิ่งปฏิพัทธ์เลื่อมใสมากขึ้นอีกเป็นล้นพ้น เจ้านายหลายคนถึงกับปวารณาตัวใจใส่ฝ่ายพระมหาปิง หรือ เจ้าคุณใหม่เสียฝ่ายเดียวก็มี ลัทธิของ เจ้าคุณนพีสีจึงรุ่งเรือง จนเจ้านครเชียงใหม่ฝ่ายหนนอกครั้งนั้น คือเจ้าอินทวโรรส กำหนดอารามให้เป็นสำนักใหม่โดยนิมนต์ย้ายพระมหาปิงสำนักเสียที่ วัดเชียงมั่น พระเจ้าอินทวโรรส เจ้าผู้ครองนครนี้มีน้ำพระทัยเป็นอคติครอบงำเสียแล้วมาทิ้งรีดรอยธรรมเนียมเดิมฝ่ายสงฆ์มาเป็นไปเสียบ้านเมือง และพระการศาสนาครั้งนั้นจึงอลเวงมากมายสังฆราชาครูบาวัดฝายหิน ได้จัดการระงับความวิปฏิสารครั้งนั้นด้วยประการต่าง ๆ แม้จะมิได้รับการอุปถัมภ์จากผู้ใหญ่ฝ่ายหน

      ภายนอกได้ปกครองหมู่สงฆ์ทั้งหลาย ด้วยความเรียบร้อย มีบางครั้งที่ฝ่ายบ้านเมืองที่ไปติดข้างพระมหาปิงจะมีความเอนเอียงใช้อำนาจบ้าง สังฆราชาราชครูบาฝายหิน ก็มิได้ยอม ถือธรรมาธิปไตยเป็นแบบในการปฏิบัติงานสงฆ์อยู่ คนทั้งหลายที่ศรัทธาปสาทะตามขนบแบบแผนเดิมพลอยตำหนิเจ้านายด้วยตามนัยต่าง ๆ ความในบางครั้งจวนเจียนเกิดความร้าวรานถึงขนาดใช้กำลังกันบ้างตามความดื้อรั้นของทิฏฐิที่ต่างฝ่ายมีอยู่จนลางคนที่เป็นกลางบอกตกลงมิได้เมื่อใครมาถามว่า จะไหว้ตุ๊ป่า หรือ ไหว้ตุ๊บ้านตุ๊ป่าได้แก่ครูบาฝายหินความแตกร้าวในพระศาสนามีมากขึ้น จนลุกลามไปเป็นความบ้านเมืองเจ้านายทั้งหลายนำความกราบทูลฯ พระเถระทั้งหลายในกรุงเทพอยู่เนื่องนิจ เมื่อความอื้อฉาวไปถึงพระกรรณ์เจ้านายผู้ใหญ่ อันเป็นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยะมหาราช ร . ๕ ได้ดำรัสให้เจ้ากรมมหาดไทย อาราธนาครูบาฝายหินลงไปเฝ้าครั้งนั้น เล่าฝ่ายหนการพระศาสนาจึงโกลาหลปั่นป่วนด้วยข่าวลือเป็นประการต่าง ๆ บางคน ก็ว่า ครูบาฝายหินจะถูกกักตัว บางก็ว่า ครูบาฝายหินถูกข้อหาเป็นกบฎ บางคนหมู่ที่เป็นฝ่ายปฏิปักษ์ครูบาก็หาว่าถูกประหารก็มี กรณีเล่าลือกว้างแผ่ไปทุกวัน จนลงเรือที่ท่าวัดชัยมงคล ชาวบ้านชาวเมืองอึงคนึงสาธุ บางคนที่หูไม่มีน้ำหนักถึงกับร้องไห้ พระสงฆ์ที่มาเจริญชัยมงคลแก่ครูบา เนืองแน่นอร่ามไปด้วยกาสาวพัตรเต็มอยู่ท่าเรือ ครูบาฝายหินไปครั้งนั้นกับสังฆราชาที่ ๕ วัดเชตุพน ขณะที่สาลวนกันอยู่นั้น พระสงฆ์ที่มาเจริญชัยมงคลได้ประกอบพิธีเสร็จแล้ว ครูบาสั่งคณะสงฆ์ทั้งหลายว่า

สงฆ์ทั้งหลาย อย่าเดือดอย่าร้อนไป ข้าจักไปดี อยู่กันทางนี้ หมายหนังสือภายในสงฆ์ไผมาอย่ารับ หื้อรักษากองปฏิบัติเราไป

ประชุมสังฆสันนิบาตที่กรุงเทพ

      ที่ตำหนักวัดเบญจมบพิตร เมื่อ พ . ศ . ๒๔๔๙ ท่ามกลางที่ประชุมพระเถระทั้งหลาย สังฆราชาฝายหิน ได้ร่วมสังฆสมาคมด้วย พระบาทสมเด็จพระเจ้าหลวงทรงประทับ ณ เบื้องหน้าสงฆ์ ได้ทรงพระราชดำรัสปราศรัยตรัสถามกิจการพระศาสนาฝ่ายเหนือกับสังฆราชาฝายหินๆ ได้ถวายพระพรตอบโดยไม่สะทกสะท้านเล่าเรื่องความเป็นมาแห่งศาสนา ฝ่ายเหนืออย่างเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าหลวงยิ่ง เมื่อมีพระราชดำรัสกับครูบามากเรื่องไป องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร . ๕ ยิ่งปสาทะเลื่อมใสในจริยะวินัยและอากัปกิริยาที่สังวรยิ่งที่สำรวม สงบเสงี่ยมของครูบา

      อีกจนในวันต่อมาได้เสด็จเยี่ยมอีกหลายหน ครูบาสังฆราชาทั้งได้ดูกิจการงาน และศึกษาความเป็นไปในการพระศาสนาอยู่เป็นเวลาพอสมควรตราบจนกลับสู่นครพิงค์เชียงใหม่

ได้รับสมณศักดิ์ ที่ พระอภัยสารทะสังฆปาโมกข์

      พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงถวายพระราชทานตำแหน่งพระราชาคณะให้ สังฆราชาที่ ๑ วัดฝายหินเป็น พระราชาคณะที่ พระอภัยสารทะ สังฆปาโมกข์ในปี พ . ศ . ๒๔๔๙ และให้สังฆราชาที่ ๕ วัดเชตุพนเป็นที่ พระครูโพธิรังสีเป็นรองเจ้าคณะใหญ่

กลับสู่นครพิงค์เชียงใหม่

      เมื่อกลับสู่นครพิงค์เชียงใหม่ครั้งนี้ ชาวบ้านชาวเมืองและคณะสงฆ์ได้นำขบวนเรือไปรับถึงใต้จังหวัดลำพูน สังฆนาวานำเรือจึงอร่ามเหลืองสลอนไปทั่วทุกคุ้งแควน้ำพระสงฆ์ทั้งหลายที่อยู่ทำชัยมงคลทางบ้านเมืองต่างปลื้มปิติอย่างมากมาย ในการกลับของพระสังฆราชานายะกะราชครู บางคนถึงกับทอดกายและเอามวยผมก้มปูให้สังฆราชาได้เหยียบเดินก็มี แต่บางคนที่ใส่ซ้ำครูบาด้วยความริษยามายากึงกับเป็นลมอยู่บนคุ้มบนวังก็มี ครั้งหลังนี้ พระบวรพุทธศาสนาในล้านนาไทยจึงรุ่งโรจน์โชตช่วงชัชวาลขยับขยายขึ้นไปอีกมากมาย

งานสาธารณูปการ

      เมื่อเจ้าคุณพระอภัยสารทะ สังฆปาโมกข์ กลับสู่นครเชียงใหม่แล้ว ได้บริหารกิจการคณะสงฆ์ในนครพิงค์เชียงใหม่ ให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นลำดับ ทั้งในด้านคันถธุระและวิปัสสนาธุระ ในด้านสาธารณูปการ ได้เป็นประธานเสริมสร้างวัดวาอาราม เช่น กุฏิ วิหาร โบสถ์ และถาวรวัตถุต่าง ๆ ทั้งในวัดและต่างวัดในล้านนาไทยที่ชำรุดทรุดโทรมให้มั่นคงถาวรเป็นที่สง่างามสืบต่อมาจนถึงปัจจุบันนี้

ไปร่วมงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

      ลุถึง พ . ศ . ๒๔๕๓ พระปิยะมหาราชสวรรค์คต สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธมกุฎราชกุมาร ได้สืบสันติวงค์รัชกาลที่ ๖ เมื่อถึงพระราชพิธีบรมราชาภิเษกได้อาราธนาราชครูสังฆราชานายะกะอภัยสารทะ วัดฝายหิน ลงไปร่วมในพระราชพิธีด้วย การไปกรุงเทพครั้งที่สองนี้ท่านได้โอกาสวิสาสะสนทนาปรึกษากับพระเถรานุเถระทั้งหลายทางกรุงเทพฯ พระมหานคร เกี่ยวกับกิจการคณะสงฆ์ในล้านนาอีก ซึ่งมีสมเด็จพระวันรัตจ่าย วัดเบญจมบพิตร เป็นต้น

      ภายหลังกลับจากกรุงเทพฯ มาแล้ว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้มีพระบรมราชโองการอาราธนาพระธรรมวโรดม สมเด็จพระ วันรัตจ่าย ให้ช่วยจัดการพระศาสนาฝ่ายหนเหนือ การบริหารพระศาสนาในล้านนาไทยจึงเจริญรุ่งเรืองตามลำดับ

       จนปัจฉิมวัยสังฆราชใหญ่วัดฝายหิน ได้ส่งพระสงฆ์ผู้เป็นกำลังศาสนาไปดูการบริหารการสงฆ์ ที่กรุงเทพฯ มี

๑ . พระอินทะจักร์ คัมภีระธรรมวัดเชตวัน เจ้าคณะจังหวัด องค์ที่สอง
๒ . พระอภิวงศ์ ญาณลังการ์วัดทุงยู เจ้าคณะจังหวัด องค์ที่สาม
๓ . พระคันธราโรโพธิรังสีวัดศรีดอนชัย เจ้าคณะจังหวัดองค์ที่สี่

ฝ่ายการศึกษาพระปริยัติธรรม ได้จัดที่พระสงฆ์ทรงวิริยะอุตสาหะไปเรียนบาลีและนักธรรมอีก ผู้เป็นกำลังสำคัญมันสมองของพระศาสนา ในจังหวัดเชียงใหม่ในกาลต่อมามีพระครูปริยัติยานุรักษ์ สุดใจวัดเกตุการาม เป็นต้น1

 

มรณภาพ

เจ้าคุณพระอภัยสารทะ สังฆปาโมกข์ ปฐมสังฆราชาแห่งล้านนาไทย อดีตเจ้าอาวาสวัดฝายหิน และอดีตเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่องค์ที่หนึ่ง ได้บำเพ็ญคุณประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาทั้งในด้านคันถธุระและวิปัสสนาธุระ ตลอดจนได้ก่อสร้างและทนุบำรุงถาวรวัตถุต่าง ๆ ของวัดในล้านนาไทยเป็นงานสาธารณูปการ และเป็นการธำรงรักษาไว้ซึ่งพระพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรมในล้านนาไทย ให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ประจักษ์แก่ชาวล้านนาไทย จนลุในวันที่ ๒๑ เมษายน พ . ศ . ๒๔๕๗ ท่านได้อาพาธด้วยโรคชรา และได้มรณะภาพไป รวมสิริอายุได้ ๘๓ พรรษา พระเถรานุเถระ และศิษยานุศิษย์ทั้งหลายจึงได้สร้างอนุสาวรีย์ไว้ ณ ที่วัดฝายหิน ตราบเท่าทุกวันนี้

ปฐมสังฆราชาองค์ที่ได้รับสถาปนาเป็นราชครูใหญ่ นับถึงวันที่ ๒๑ เมษายน พ . ศ . ๒๕๔๕ ครบรอบ ๘๘ ปี มีประวัติสังเขปมาด้วยประการฉะนี้แลฯ2

 

รวบรวมจากหนังสือประวัติเจ้าคุณอภัยสารทะ :

ลานนาสีโห ภิกขุ (บุญเลิศ พริงพราวลี)

พระคำอ้าย เขมธมฺโม

พระสิงห์ สุภทฺโท

 

การไหว้พระธาตุ เจดีย์ประจำปีเกิด

ปีเกิด

พระธาตุ เจดีย์ประจำปีเกิด

สถานที่ประดิษฐาน

ชวด

พระธาตุศรีจอมทอง

เชียงใหม่

ฉลู

พระธาตุลำปางหลวง

ลำปาง

ขาล

พระธาตุช่อแฮ

แพร่

เถาะ

พระธาตุแช่แห้ง

น่าน

มะโรง

พระธาตุวัดพระสิงห์

เชียงใหม่

มะเส็ง

โพธิบัลลังก์ตรัสรู้

อินเดีย

มะเมีย

เจดีย์ชะเวดากอง

พม่า

มะแม

พระธาตุดอยสุเทพ

เชียงใหม่

วอก

พระธาตุนครพนม

นครพนม

ระกา

พระธาตุหริภุญชัย

ลำพูน

จอ

พระธาตุจุฬามณี

ดาวดึงส์ หรือ วัดเกตุเชียงใหม่

กุล

พระธาตุดอยตุง

เชียงราย

 

1 ลานนาสีโห ภิกขุ ( บุญเลิศ พริงพราวลี), หน้า ๑ - ๑๗

2 ลานนาสีโห ภิกขุ ( บุญเลิศ พริงพราวลี), หน้า ๑๗

แก้ไขล่าสุด (วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม 2009 เวลา 14:14 น.)