Faihin Home เกร็ดครูบาฯ

เกร็ดครูบาฯ

FaihinArticles - Wat Faihin

      สมัยพ่อเจ้าอินทวโรรส เจ้าผู้ครองเมืองเชียงใหม่ เวลาพระองค์จะเสด็จไปกรุงเทพมหานคร โดยพระราชโองการโปรดเกล้าของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนับแต่รัชกาลที่ ๔ เป็นต้นมา พระองค์จะต้องเสด็จไปกราบนมัสการ พระราชครูและพระเจดีย์ที่วัดสวนดอก (วัดบุบผาราม) ซึ่งอยู่ประจิมทิศ คือทิศบริวาร ของเมืองเชียงใหม่ก่อน เพื่อขอพรและรับศีลถวายเครื่องไทยธรรมแก่พระสมณเถระราชครูเมืองเชียงใหม่ เป็นปฐมฤกษ์ แล้วจึงเสด็จไปที่เวียงเจ็ดริน ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นทิศราหู (๘) อายุเพื่อสรงน้ำ และดื่มน้ำที่เวียงเจ็ดริน จะมีพระคณาจารย์คอยสวดถวายชยันโตให้พร จนเสร็จแล้วทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์ใหม่ตามนามวัน แล้วทรงช้างพระที่นั่ง พลายชัยมงคล เสด็จไปยังข่วงสิงห์รำง้าวถวายและขอเดชะอำนาจ เมื่อเสร็จแล้วก็ทรงเสด็จไปที่ วัดชัยศรีภูมิ ซึ่งอยู่ทางทิศอิสาน ทิศตะวันออกเฉียงเหนือเมืองเชียงใหม่ (เดิมชื่อว่าวัดพันดำเกิ่น) หรือวัดศรีของเชียงใหม่ ซึ่งเวลานี้ยังมีอยู่ พระองค์จะทำทักษิณาวัตร์รอบวัดนี้ ๓ รอบ เพื่อขอให้มีสง่าราศี จุดเทียนชัย ถวายพระประธานในโบสถ์ เสร็จแล้ว พระองค์จะเสด็จไปทางเจดีย์กิ่วหน้าเทศบาลเวลานี้ อ้อมไปที่ท่าแพ ซึ่งเป็นทิศ มูละ ของเมืองเชียงใหม่ แล้วโปรยทานให้แก่ชาวตลาดร้านค้า (กาดมั่ว) เพราะถือเคล็ดว่า มูละ เป็นที่ประกอบการค้า ให้เงินทองไหลมาเทมา เอามติ ราษฎรทั้งหลายจะนั่งเรียงรายไปตามสองข้างทาง มีทหารกองเกียรติยศและทหารหมู่กองประโคมกลองชนะ (เชียงใหม่เรียกว่ากลองสะบัดชัย) แล้วจะเสด็จต่อไปที่ท่าเรือชัยมงคล ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้เมืองเชียงใหม่ ตามนามดาว อังคาร (๓) ทิศ อุ หรืออุสาหะ ลงเรือ ณ ที่นี่ซึ่งเป็นเรือหางแมลงป่อง หรือเรือมาด ตรงที่ท่าเรือชัยมงคลนี้จะมีราษฎรและเจ้านายไปส่งอย่างล้นหลาม พระเถระราชครูจะสวดชยันโต จนกว่าเรือพระที่นั่งเคลื่อนออกจากท่า ที่พระยาโหรากำหนดพระฤกษ์ถวายไว้ พระจะสวดถวายพระพรไปเรื่อย ๆ จนเรือล่องลับไปสุดสายตา แล้วบรรดาพระคณาจารย์เจ้าตลอดพระญาติ ประชาชนที่ไปส่งจะเดินทางกลับบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันนี้ จะมีการประกาศห้ามราษฎรทั้งหลายกระทำอวะมงคล และห้ามประหารสัตว์ทุกอย่าง หากมันผู้ใดทำผิดพระราชอาญานี้จะต้องถูกลงโทษอย่างแรง และก็ไม่มีใครกล้ากระทำผิดในพระราชอาญานี้แม้แต่คนเดียว

      พอถึงเวลาเสด็จกลับจาก กรุงเทพพระมหานคร (เมืองกอก) ใกล้กำหนดเสด็จวันที่จะเสด็จนครเชียงใหม่ บรรดาชาววัง เข็ญข้า ราษฎรทั้งหลายจะจัดเตรียม (ตกแต่งดา) ทำราชวัตร์ ปักธงชัย เรียงรายตามแนวถนนหนทางที่จะเสด็จกลับ มีดวงประทีปจุดตามข้างทางเป็นระยะ จะมีทหารเข็ญ คอยรักษาความปลอดภัย โดยการถือแส้และดาบ นับแต่ที่ท่าเรือชัยมงคลไปจนถึงวัดเชียงยืน ซึ่งอยู่เยื้องคูเวียง ตำบลช้างเผือก มีพระมหาเถระเจ้า โสภา ราชครูอยู่เป็นเจ้าอาวาส ซึ่งเป็นมหาสังฆนายกของพระสงฆ์ฝ่ายเหนือ

      เรานิยมเรียกว่าครูบาฝายหิน ความจริงท่านเป็นพระเถระองค์สำคัญของเมืองเชียงใหม่ในสมัยนั้นซึ่งต่อมาได้ เป็นพระอภัยสารทะ เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่องค์แรก โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงสถาปนาขึ้นเป็นสังฆราชเมืองเชียงใหม่ ครูฝายหินเป็นพระเถระที่รอบรู้ในพระไตรปิฎก และอรรถธรรมอย่างดีเลิศ หาพระองค์ใดเสมอมิได้ และได้แก้ปัญหาของคณะสงฆ์ในสมัยนั้นมาได้อย่างดี

      และการปูพื้นฐานโรงเรียนพระปริยัติธรรมของเมืองเชียงใหม่ก็เริ่มสมัย ของท่าน และท่านได้ส่งสานุศิษย์มาเรียนบาลี และนักธรรม ที่วัดเบญจมบพิธ เป็นครั้งแรก ที่กล่าวแทรกไว้นี่ก็เพื่อมิให้พระเชียงใหม่ หรือเมืองเชียงใหม่ลืมคนดี (และพระดี ซึ่งเป็นเพชรน้ำหนึ่งของนครพิงค์) ความเจริญในพระศาสนาของเมืองเชียงใหม่ เจริญเพราะพระมหาเถระองค์นี้

      เมื่อเจ้าเหนือหัวเมืองเชียงใหม่ เสด็จมาถึงท่าเรือชัยมงคลแล้ว ก็จะเสด็จเลียบเวียงคือมาวัดลอยเคราะห์ก่อน คือเอาเคราะห์นามตามใต้ติดตามมา ก็เอามาลอยที่วัดลอยเคราะห์จะมีการสวดเสดาะเคราะห์ที่วัดนี้ แล้วจะเสด็จไปที่วัดดับภัย ซึ่งอยู่ถนนสิงหราช วัดนี้อยู่ตรงกันข้ามบ้าน คุณทิม โชตนา อดีตเขตการทาง และนายกเทศมนตรีเมืองเชียงใหม่ (เวลานี้มรณะไปแล้ว) ถ้าท่านสังเกตดี ๆ ภายในวัดนี้จะมีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์อยู่ ๑ บ่อทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ หน้าพระวิหาร เรียกว่าบ่อน้ำดับภัย เมื่อทรงน้ำพุทธมนต์ดับภัยที่วัดนี้แล้วก็จะเสด็จไปยังวัดเชียงยืน เพื่อสืบดวงชะตาของพระองค์ที่วัดนี้ โดยพระมหาเถระเจ้าราชครูเป็นผู้เริ่มพิธี จะมีเครื่องสืบชะตาทุกอย่างตามจารีตประเพณีเชียงใหม่ และจะมีการเรียกขวัญรับขวัญผูกมือด้วยพานทองคำบายศรี ๗ ชั้น และจะมีการละเล่นต่าง ๆ ๗ วัน ๗ คืน พระองค์จะโปรยทานแก่ข้าทาสบริพาร (เรียกว่าโหงสตางค์) ต่อจากนี้ก็จะเข้าไปวัดเชียงหมั้นจุกธูปเทียนถวายพระพุทธเตสังคมณี (พระแก้วขาว) ขอให้มีพระชนมายุ หมั้นยืนยาว จะถวายไทยทานแก่พระเถระคณาจารย์เท่าพระชนมายุ เมื่อเสร็จพิธีแล้ว จึงจะเสด็จพระราชดำเนินเข้าวังที่ประทับ คือคุ้มหลวง ซึ่งเวลานี้เป็นย่านการค้าไปหมดแล้ว ซึ่งพระวงษาคณาญาติไม่สามารถจะรักษาพระตำหนักของพระองค์ไว้ ถ้าหากยังมีอยู่ในปัจจุบัน เราคงจะได้เห็นโบราณวัตถุ หรือสถาปัตยกรรม ของช่างเมืองเชียงใหม่ ซึ่งท่านคงจะเห็นความวิจิตรของช่างหมู่ ๑๐ สมัยก่อนสร้างไว้ ลวดลายหางหงษ์ หางนกยูงแดง เหมือนลงว่ายเล่น แสนเสียดายสุดหัวใจ๋เต้น ก็คือบ่อได้คืนมา เพราะกำสาปพระ ตามในใบถา ของท่านโสภา ครูท่านเจ้า กอยผ่อเนอเจ้า เพราะท่านเจ้าตังหลาย ละเสีย ซึ่งเหง้า ฮีดรอยของเราก่อนปุ้น ประมาทพระสงฆ์ องค์พระพุทธะ กล่าวหาถ้อยกำบัง กล่าวโทษใส่พระ บ่อได้ผิดหยัง วจี่ก่ำมังแต้เนอสูเจ้า สัจจะวาจ๋าของกำพระเจ้า มันแม่นอั้นทุกกำ (ที่กล่าวมานี้เป็นความจริงทุกคำ)

      เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ คงจะทราบเรื่องนี้ และสามารถยืนยันได้ ตามที่ท่าน ครูบาฝายหินได้ทำนายไว้ ครูบาฝายหิน เป็นอัฉริยะเถระ สามารถรู้เหตุการณ์ณ์ล่วงหน้าได้ และก็รู้ภาษานก ภาษาสัตว์ ซึ่งสมัยเมื่อก่อน วัดฝายหินเป็นที่ท่าน ครูบาเจ้ามาทำกรรมฐานและหาความวิเวก ท่านสำเร็จฌาน และกำหนดล่วงรู้จิตใจคน

      เรื่องจริงของเรื่องนี้ มีอยู่ครั้งหนึ่ง เจ๊กเส็ง บ้านอยู่ทุ่งช้างคลาน มีอาชีพขายขมนเปี๊ยะ และขมนโก๋ ใส่กระดังทูนหัวไปขายที่ดอยผาลาด ทางขึ้นดอยสุเทพเดิม (ทางเก่า) ต้องเดินขึ้นผ่านวัดฝายหิน และที่ผาลาดนี้มีศาลาพักคนขึ้นลงดอยสุเทพ และมีเจดีย์ก่อไว้บนเนินเขา เจดีย์นี้ พ่อเลี้ยงหม่องหมี่ เศรษฐีพม่า ทำไม้สักสร้างไว้ เพื่อเป็นที่สักการะบูชา และได้บรรจุพระสารีริกธาตุไว้ภายในพระเจดีย์ มีเรือเงินเรือทองแก้วแหวนแสนสิ่งมากมาย และพ่อเลี้ยงหม่องหมี่นี้ ตามศักดิ์แล้วเป็นคุณปู่ของผู้เขียน ชื่อพม่า (อูหม่องหมี่) เจดีย์นี้มีอายุประมาณ ๗๕ ปี ในปัจจุบัน ได้ถูกโจรปล้นศาสนาทำลาย ขโมยขุดเอาของดีไปหมดแล้ว แต่ลูกชายของท่านยังมีชีวิตอยู่ คือพ่อเลี้ยงหม่องทุนละ พรหมมินทร์ บ้านอยู่หน้าวัดเชตะวัน ถนนท่าแพเชียงใหม่ เป็นแพทย์แผนโบราณ

       เจ๊กเส็งขายขนมไม่หมด ก็เดินเข้าไปวัดฝายหิน ไปนอนพักผ่อนที่ศาลาหน้ากุฏิครูบาเจ้า ท่านครูบามักจะสงสารเจ๊กเส็งอยู่ เพราะเคยใช้สอยมันเสมอ จึงให้ข้าวน้ำกินทุกวัน และเจ๊กเส็งก็มีน้ำใจเป็นกุศลมาก นำซึ่งอยู่ก้นห้วยลึก แกจะรับหน้าที่ตักน้ำให้ครูบาเจ้าอาบ และฉันอยู่แทบทุกวัน วันไหนน้ำแห้งหม้อ ท่านครูบาฝายหินมักจะเรียกชื่อ เส็ง เส็ง เส็ง ๓ ครั้ง ศิษย์วัดและพระเณรต้องว่าน้ำอาบน้ำฉันท่านหมด แต่พอเตรียมจะคว้ากระป๋องไปตักน้ำ เจ๊กเส็งก็มาพอดี เป็นอย่างนี้ร่วม ๙-๑๐ ปี

      วันเจ๊กเส็งจะพ้นทุกข์ แบกขนมโก๋ขาย วันนั้นครูบาฝายหินท่านนั่งอยู่ที่ธรรมศาลาพอเจ๊กเส็งเดินเข้าไปหา นั่งยอง ๆ กราบท่านครูบาเจ้า ครูบาเจ้ากล่าวว่า ไอ้เส็งต่อไปนี้มึงบ่อท่ามาไหว้กูแล้ว มึงไปเต๊อะ ไปเวย ๆ เจ๊กเส็งตกใจนึกว่าครูบาไล่ จึงตัดพ้อครูบาว่าเฮามาหาครูบา ตักน้ำฮื้อตึงวันบ่อว่าลี ไล่เฮาแถม (ผมมาตักน้ำถวายท่านทุกวัน ยังไม่ว่าดีกลับมาไล่ผมเสียอีก) เจ๊กเส็งร้องไห้ ครูบาหัวเราะ แล้วว่า บ่อใจ่จาอั้น กูบ่อได้ไล่มึง มึงจะไปจากกูแล้วกูฮู้ เพราะว่ามึงพ้นกรรมเก่า ที่ได้ลักกินข้าวบาตรรพระมาแล้วชาติก่อน ชาตินี้มึงต้องมึงต้องมาตักน้ำฮื้อกิ๋นนานถึง ๑๐ ปี กูจักฮื้อพรมึง ฮื้อมึงตั้งใจถือสัจจะ รับศีลแต่บัดนี้ แล้วต่อไปมึงจักได้เป็นเศรษฐี แล้วบ่อท่ากลับมาหากูเน้อ เจ๊กเส็งงง ถามว่าเป็นเศรษฐีได้อย่างไรขายขนมยังบ่อได้สักแถบ (เชียงใหม่สมัยก่อนใช้เงินรูปีอังกฤษ) หนึ่งแถบเท่ากับ ๘๐ สตางค์ไทยเรา ครูบาท่านให้ศีลเจ๊กเส็งแล้ว ก็ให้พร เจ๊กเส็งยกมือไหว้แล้วร้องไห้ ครูบาท่านจึงพูดปลอบใจว่า ไอ้เส็ง มึงบ่อท่าร้องไห้ มึงไปดีมึงจะได้ไปอยู่เมืองกอก เป็นเศรษฐีเน้อ

      แล้วท่านว่าวันนี้เวลาย่ำค่ำค่อยกลับบ้าน เวลาเที่ยงคือหื้อมึงตื่นแล้วออกจากบ้านไปในป่าจ้า (ป่าช้า) นอนในศาลาป่าเฮ่ว จะมีคนเอาโชคมาฮื้อมึง แล้วมึงจะได้เงิน เพราะชาติก่อนอ้ายหมู่นั้นเป็นหนี้มึง คืนนี้มันเอามาใช้มึงแล้ว บ่อเป็นบาป ไปเต๊อะค่ำแล้ว เจ๊กเส็งกัมกราบครูบาเจ้าโสภาฝายหินแล้วก็ออกจากวัด ระยะทางบ้านเจ๊กเส็งอยู่แถว ๆ ป่าช้าทุ่งช้างคลาน คืนนั้นพอถึงกำหนดเวลาที่ครูบาท่านกำหนดไว้ ก็มีพวกจีนฮ่อ ถือสัญชาติฮอลันดา ขนฝิ่นไปซ่อนไว้ที่ป่าช้า ขุดหลุมฝังไว้ใกล้ ๆ หลุมฝังศพ เจ๊กเส็งแอบดูจนพวกจีนเหล่านั้นกลับบ้าน เจ๊กเส็งถือโอกาสตอนนี้แอบซ่อนตัวไปย้ายปิ๊บยาฝิ่น ไว้ที่อื่นรวมถึง ๑๐ ปิ๊บ ไปฝังไว้ในหลุมศพร้างเมื่อพรางตาคนดีแล้วก็กลับมานอนต่อ ปล่อยเวลาล่วงเลยไป ๓ วันและแอบดูเจ้าของเดิมมาค้นจนอ่อนใจก็ไม้พบ ต่อมาเจ๊กเส็งแอบเอายาฝิ่นนี้มานิดหน่อยเพื่อขาย

      ได้นำฝิ่นนี้ไปขายให้เถ้าแก่ชะอุ้น ชั่วเฮ็งเส็ง สามีแม่นึ่ง (สกุลชวชาติ) เมื่อก่อนเป็นกงษีฝิ่นอยู่บ้านฮ่อ เวลานี้เหลือแต่ลูกชายมีร้านค้าและตึกอยู่หน้าออมสินสาขา ข้างวัดมหาวัน ถนนท่าแพเชียงใหม่ ชื่อคุณจิตร์ ชวชาติ เป็นกรรมการวัดมหาวันเวลานี้ เจ๊กเส็งไปกระซิบว่า เฒ่าแก่ อั๊วมีฝิ่นลื้อซื้อไหม

       เถ้าแก่ชะอุ้น มองหน้าเจ๊กเส็งอย่างสงสัย ไอ้ย่า ไอ้เส็ง เอ็งแบกขนมโก๋ขายทุกวันแล้วเอ็งมาพูดเรื่องฝิ่น ข้าซักสงสัยว่าเอ็งจะเมาเหล้า แล้วมาพูด เจ๊กเส็งโมโห ตอบว่าคนอย่างอั่วจะมีบ้างไม่ได้หรือ ลื้อไม่เชื่อดูของอั่วซี่ พร้อมกับมือควักห่อของออกจากชายพก ยื่นให้เฒ่าแก่ดู เถ้าแก่ชะอุ้นจูงเจ๊กเส็งเข้าไปในโรงยา แล้วก็พิสูจน์ด้วยการทดลอง คือสูบดูปั้นเข้าเป็นหลอดแยงเข้าไปในกล้องอัดอยู่พักเดียว ร้องไอ้ย่า ของ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ลื้อมีมากไหมเถ้าแก่ถาม ลื้อจะซื้อกี่ตำลึงอั่วมีขาย เจ๊กเส็งตอบ และว่าเงินลื้อมีกี่หมื่น เถ้าแก่ชะอุ้นทำตาโต ไอ้เส็ง มึงมีเท่าไหร่กูซื้อหมด ๔-๕ พันตำลึงมึงเอามา

      หลังจากนั้นเจ๊กเส็งก็ทยอยมาขายทีละ ๑๐๐ ตำลึงจนได้เงินมาก พอมีเงินซื้อเรือมาดลำใหญ่ได้ เตรียมตัวล่องบางกอก เจ๊กเส็งฉลาดที่ไม่ยอมขนฝิ่นล่องกรุงเทพฯ พยายามขายฝิ่นที่เชียงใหม่จนหมด ได้เงินหลายหมื่นบาท โดยเถ้าแก่ชะอุ้นช่วยซื้อเอาไว้จนหมด ซึ่งต้องหาเงินร่วมเดือน คนจีนเขาไม่หักหลังกัน เถ้าแก่ชะอุ้นได้ช่วยสงเคราะห์จัดคนถ่อและหาวิธีเอาเงินลงเรือเจ๊กเส็ง คือเอาเงินใส่ไหกระเทียมข้างล่าง แล้วเอาปลาร้าใส่ทับข้างบนปิดฝาแน่นด้วยไม้ เอาดินเหนียวยาจนแน่นแล้วทำเครื่องหมายไว้

      ล่องเรือลงมาสู่บางกอก มาตั้งตัวค้าขายในย่านสำเพ็ง จนร่ำรวยเป็นเศรษฐีจริงและอาจมีลูกหลานสืบตระกูลอยู่ทุกวันนี้.

      ที่เขียนมายืดยาว ทั้งนี้ก็เพราะต้องการให้ท่านทราบถึงสาระวรรณคดีเมืองเชียงใหม่ซึ่งมีความ จริง และจากการทำนายของท่านราชครูเมืองเชียงใหม่ คือครูบาฝายหิน (โสภา) เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่องค์แรก เป็นที่พระอภัยสารทะ สืบมาจนถึงอภัยสารทะ เจ้าคระจังหวัดองค์ที่ ๓ วัดเชตะวัน เชียงใหม่ ครูบาอินทจักร์ ซึ่งเป็นทวดของผู้เขียน และเป็นอุปัชฌาย์ของท่านเจ้าคุณอภัย และพระศีลศาลโสภณ เจ้าคณะจังหวัดองค์ที่ ๖ จังหวัดเชียงใหม่.

รวบรมเรียบเรียง
โดย...พระวิษุวัตร วรกิจฺโจ 12-08-47
จากวารสาร อภินิหารย์ สิงห์เจ้าพ่อดำ แห่งวัดบุพพาราม เชียงใหม่ โดย..ชย สิริ ภิกฺข

แก้ไขล่าสุด (วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม 2009 เวลา 13:56 น.)