Faihin Home การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ในแนวสติปัฎฐาน 4

การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ในแนวสติปัฎฐาน 4

FaihinArticles - Wat Faihin

ที่มาของสติปัฎฐาน 4

          สมัยหนึ่งเมื่อแรกพระพุทธเจ้าตรัสรู้ พระองค์ประทับอยู่ ณ ต้นอชปาลนิโครธ (ต้นไทร) ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหลีกเร้นอยู่ในที่ลับ ได้เกิดความปริวิตกขึ้นในใจอย่างนี้ว่า ครั้งนั้น ท้าสหัมบดีพรหม ทราบความปริวิตกในใจของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยใจ จึงหายตัวจากพรหมโลก มาปรากฏเบื้องหน้าพระผู้มีพระภาคเจ้า เหมือนบุรุษผู้มีกำลังทำการเหยียดแขนที่คู้ ฉะนั้น ท้าวสหัมบดีพรหม กระทำผ้าเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ประนมมือไปทางพระผู้มีพระภาคเจ้าได้กราบทูลว่า

  • ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ข้าแต่พระสุคต ข้อนี้เป็นอย่างนั้น
  • ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทางนี้เป็นที่ไปอันเอก (ทางสายเดียว) เพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย

ท้าวสหัมบดีพรหมได้กราบทูลอย่างนี้แล้ว ครั้นแล้วได้กราบทูลนิคมคาถาต่อไปอีกว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงเห็นความสิ้นชาติ และที่สุดแห่งชาติ ทรงอนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูล ทรงทราบทางเป็นที่ไปอันเอกนี้ ในกาลก่อน ชนทั้งหลายก็จะข้ามด้วยทางนี้ ในอนาคตก็จักข้ามด้วยทางนี้ และในบัดนี้ก็ข้ามด้วยทางนี้

เอกายโน อยํ ภิกขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา โสกปริเทวนํ สมติกฺกมาย ทุกฺข โทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมาย ยายสฺส อธิคมาย นิพฺพานสฺส สจฺฉิกรณตฺถาย ยทิทํ จตฺตาโร สติปฎฺฐานาติฯ (ที.ม. 10/324)

 

          ดูก่อนภิกษุผู้เห็นภัยในวัฎฎสงสารทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางไปอันเอก เป็นทางบริสุทธิ์หมดจดของสัตว์ทั้งหลาย เป็นหนทางที่ก้าวล่วงซึ่งความเศร้าโศกเสียใจ พิไรรำพัน เป็นหนทางที่กำจัดเสียซึ่งทุกข์กาย ทุกข์ใจ เป็นหนทางที่เข้าไปถึงความจริงของชีวิตคืออริยมรรค เป็นหนทางที่รู้แจ้งแทงตลอด คือมรรค ผล นิพพาน อย่างนี้คือ สติปัฎฐานทั้ง 4 ดังนี้
          ที่ว่าเป็นทางอันเอกนั้น ก็เพราะว่าเป็นหนทางเส้นเดียวที่มุ่งตรงไปสู่ยังมรรค ผล นิพพาน และพระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่คิดค้นขึ้นมา จึงเกิดทฤษฎีนี้ขึ้นมาได้ในโลก และเป็นเส้นทางที่พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลายได้ดำเนินไปแล้วสู่มรรค ผล นิพพาน ซึ่งเห็นหนทางที่ถูกต้องแล้ว ฉะนั้นการปฏิบัติในแนวสติปัฎฐาน 4 จึงเป็นหัวใจแห่งคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยแท้ เป็นการปฏิบัติที่สูงสุดในพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ได้ทรงพร่ำสอนสติปัฎฐาน 4 แก่พระสาวกมาโดยตลอด นับตั้งแต่ทรงตรัสรู้ จนกระทั่งดับขันธ์ปรินิพพาน ด้วยพุทธประสงค์ 5 ประการ ตามที่ปรากฏในพระไตรปิฎกดังนี้ คือ

  • 1. ทำกาย วาจา ใจ ของสัตว์โลกให้บริสุทธิ์หมดจด
  • 2. ดับความเศร้าโศกปริเทวนาการต่าง ๆ
  • 3. ดับความทุกข์กาย ดับความทุกข์ใจ
  • 4. เพื่อบรรลุมรรค
  • 5. เพื่อทำนิพพานให้แจ้ง

          สติปัฎฐาน 4 แปลว่า ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งสติ 4 อย่าง คือ การใช้สติพิจารณากำหนดรู้ ถึงอาการที่ปรากฏทางกาย เวทนา จิต และธรรม ดังต่อไปนี้ คือ

  • 1. กายานุปัสสนาสติปัฎฐาน พิจารณากายเป็นอารมณ์
  • 2. เวทนานุปัสสนาสติปัฎฐาน พิจารณาเวทนาเป็นอารมณ์
  • 3. จิตตานุปัสสนาสติปัฎฐาน พิจารณาจิตเป็นอารมณ์
  • 4. ธัมมานุปัสสนาสติปัฎฐาน พิจารณาธรรมเป็นอารมณ์

 

เพื่อเป็นหลักแห่งการปฏิบัติต่อไป ผู้ปฏิบัติควรทำความเข้าใจหลักการพื้นฐานก่อนดังนี้

1. กายานุปัสสนาสติปัฎฐาน เป็นการใช้สติพิจารณากำหนดรู้อาการที่ปรากฏทางกาย คือ เอาสติไปตั้งไว้ที่กาย หมายรวมถึงอิริยาบถต่าง ๆ ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการเดิน ยืน นั่ง นอน เหยียด คู้ หายใจเข้า – ออกเป็นต้น ต้องกำหนดทุกอิริยาบถ ในภาคปฏิบัติ ก็เริ่มจากการกราบสติปัฎฐานก่อน แล้วเดินจงกรม เอาสติมาไว้ที่เท้าทั้งสอง เวลาก้าวเท้าขวาไปให้กำหนดว่า ขวาย่างหนอ ก้าวเท้าซ้าย ให้กำหนดว่า ซ้ายย่างหนอ เวลาหยุดก็กำหนดว่า หยุดหนอ เวลากลับก็กำหนดว่า กลับหนอ อย่างนี้เป็นต้น เวลานั่งสมาธิ ก็เอาสติไปตั้งไว้ที่ท้อง หายใจเข้าท้องพอง หายใจออกท้องยุบ กำหนดว่า ยุบหนอ นี่คือการเอาสติตั้งกำหนดไว้ที่กาย การปฏิบัติในข้อนี้ จะสามารถตัดทอนเสียซึ่งกามรมณ์ กามะ คือ ความใคร่ออกเสียได้จากจิตใจ จิตใจจะได้ไม่พัวพันในกามารมณ์อย่างเมื่อก่อน บุคคลผู้ใดปฏิบัติอยู่เรื่อย ๆ ตัวราคะนั้นจะน้อยลง เบาบางลง

2. เวทนานุปัสสนาสติปัฎฐาน เป็นการใช้สติพิจารณากำหนดรู้อาการที่ปรากฏทางเวทนา เมื่อปฏิบัติไปชั่วขณะระยะหนึ่ง ถ้าเกิดเวทนา คือ อาการปวด เจ็บ ก็ให้กำหนดด้วยสติว่า ขณะนี้เวทนาได้เกิดขึ้นแล้ว ให้ใช้สติพิจารณาจุดที่เจ็บปวดนั้น กำหนดในใจว่า ปวดหนอ หรือเจ็บหนอ การเกิดเวทนาจะมีอารมณ์ดังต่อไปนี้ คือ

  • ถ้ามีความสุข ก็ให้กำหนดคือใช้สติระลึกว่า สุขหนอ ๆ ๆ
  • ถ้าเสวยทุกข์ หรือไม่สบาย ก็ใช้สติกำหนดว่า ปวดหนอ ๆ ๆ ไม่สบายหนอ ๆ ๆ
  • ถ้าเฉย ๆ ไม่ทุกข์ไม่สุข ให้ใช้สติกำหนดว่า เฉยหนอ ๆ ๆ
  • ถ้าสุขเจือด้วยอามิส คือ รูป เสียง กลิ่น รส การถูกต้อง หรือสุขทางใจ อันเนื่องด้วยกามคุณ 5 ทางใดทางหนึ่ง ให้กำหนดว่า สุขหนอ ๆ ๆ
  • นิรามิสํ วา สุขํ วา
  • เมื่อเกิดความรู้สึกได้รับความสุข จากการปฏิบัติธรรมอย่างเดียวที่ไม่เจือด้วยอามิส คือ กามคุณ ก็ให้กำหนดว่า สุขหนอ ๆ ๆ
  • สามิสํ วา ทุกฺขํ วา
  • เมื่อรู้รสของทุกขเวทนา อันเนื่องมาจากกามคุณอันเกิดมีใน รูป เสียง เป็นต้น ก็กำหนดว่า ไม่สบายหนอ ๆ
  • นิรามิสํ วา ทุกฺขํ วา
  • จิตที่รู้ชัดว่า บัดนี้เรารู้รสทุกขเวทนา ไม่มีอามิสอันเกิดจากกิเลสที่มีอยู่ในใจ หรืออกุศลธรรมที่เกิดกับใจ ก็ให้กำหนดว่า ทุกข์หนอ ๆ ๆ
  • สามิสํ วา ทุกฺขมสุขํ วา
  • เมื่อรู้รส ไม่สุข ไม่ทุกข์ ไม่อิงกามคุณ ก็ให้กำหนดว่า เฉยหนอ ๆ ๆ

 

การปฏิบัติในข้อนี้ก็เพื่อจะได้ไม่ติดอยู่ในความสุข การที่กำหนดปวดหนอ เจ็บหนอ สบายหนอ หรือเฉยหนอ อยู่ตลอดเวลาแล้ว จิตของผู้ปฏิบัตินี้ก็จะชินอยู่กับธรรมชาติตามสภาวะจิต จะอยู่อย่างไรก็ได้ จะร้อนหรือจะหนาวอย่างไร จิตก็ไม่ทุกข์ไปตามอารมณ์เหล่านั้น จะมองสิ่งนั้นเป็นไปตามสภาวะที่จิตกำหนด อย่างไหนก็ได้ อยู่อย่างไรก็ได้ ความทุกข์ความสุขมันมีอยู่ แต่จิตของผู้ฝึกนั้นจะไม่ติดอยู่ในความสุข ความทุกข์ หรือความเฉย ๆ ใด จะรู้เท่าทันในสภาวะจิตเหล่านั้นอยู่เสมอ และจะไม่ข้องเกี่ยวอยู่ในความสุข จะหลุดพ้นจากความสุขนั้น

3. จิตตานุปัสสนาสติปัฎฐาน ได้แก่ การใช้สติพิจารณากำหนดรู้อาการที่ปรากฏทางจิต ถ้าความคิดเกิดขึ้นในขณะที่กำลังเดินจงกรม หรือนั่งสมาธิ ความคิดนั้นจะเป็นไปในทางที่ดี หรือไม่ดี ก็ให้กำหนดสติว่าคิดหนอ ๆ ๆ การที่ความคิดเกิดขึ้น ก็เพราะจิตจะนึกถึงความบกพร่องของตนเอง จึงคิดลักษณะเช่นนี้ ควรเตือนจิตของตนเองว่า สิ่งที่ล่วงมาแล้วอย่าได้เก็บเอามาคิด สิ่งที่ยังไม่มาถึงก็อย่าคิด ขอให้ใช้สติกำหนดอยู่กับปัจจุบันให้ดีที่สุด โดยพิจารณาเห็นในจิตเนือง ๆ ดังนี้

  • 1) ถ้าจิตมีราคะ ก็ให้กำหนดว่า ราคะหนอ ๆ ๆ
  • 2) ถ้าจิตมีโทสะ ก็ให้รู้ชัดว่ามีโทสะ ให้กำหนดว่า โทสะหนอ ๆ ๆ
  • 3) จิตที่หายจากโทสะ ก็ให้กำหนดว่า หายโทสะหนอ ๆ ๆ
  • 4) จิตมีโมหะ ก็รู้ชัด ให้กำหนดว่า โมหะหนอ ๆ ๆ
  • 5) จิตที่หายโมหะ ก็กำหนดว่า หายโมหะหนอ ๆ ๆ
  • 6) เมื่อจิตหดหู่ ก็ให้กำหนดว่า หดหู่หนอ ๆ ๆ
  • 7) เมื่อจิตฟุ้งซ่าน ก็ให้กำหนดว่า ฟุ้งซ่านหนอ ๆ ๆ
  • 8) จิตที่เป็นสหรคต คือมีจิตประกอบด้วยพรหมวิหาร ก็ให้รู้ชัดว่าจิตประกอบด้วยพรหมวิหาร
  • 9) จิตไม่สหรคต ก็รู้ชัดว่าไม่สหรคต คือไม่ประกอบด้วยพรหมวิหารทั้ง 4
  • 10) เมื่อจิตมีธรรมอันยิ่งกว่า ก็กำหนดว่า จิตมีธรรมอันยิ่งกว่า ให้กำหนดว่า ธรรมยิ่งหนอ ๆ ๆ
  • 11) ถ้าจิตไม่มีธรรมอันยิ่ง คือเพียงแต่ให้ทาน รักษาศีล เป็นต้น ให้กำหนดว่า จิตไม่ยิ่งหนอ ๆ ๆ
  • 12) ถ้าจิตเป็นสมาธิ ก็ให้กำหนดว่าจิตมีสมาธิหนอ ๆ ๆ
  • 13) เมื่อจิตไม่เป็นสมาธิ ก็ให้กำหนดว่า จิตไม่เป็นสมาธิหนอ ๆ ๆ
  • 14) เมื่อจิตหลุดพ้น ก็ให้กำหนดว่า จิตหลุดพ้นหนอ ๆ ๆ
  • 15) เมื่อจิตไม่หลุดพ้น ก็ให้กำหนดว่า ไม่หลุดพ้นหนอ ๆ ๆ

 

การปฏิบัติในข้อนี้ เพื่อกำจัดหรือบรรเทาเสียซึ่งความเห็นว่าเป็นของเที่ยง ที่ใจจะเข้าไปยึดไปถือในความเที่ยงนั้น ไม่ว่าจะเป็นความเปลี่ยนแปลงอันใดที่เกิดขึ้นในชีวิต ผู้ปฏิบัติได้มองความเปลี่ยนแปลงนั้น โดยไม่รู้สึกเสียใจอะไร จะอย่างไรก็ได้ เพราะพิจารณาแล้วว่า ในชีวิตของคนเราย่อมมีความเปลี่ยนแปลง แล้วมีสติมองดูรู้ว่า มันเป็นอย่างนี้เอง

4. ธัมมานุปัสสนาสติปัฎฐาน เป็นการใช้สติพิจารณากำหนดรู้อาการที่ปรากฏทางธรรม อาการที่ปรากฏทางธรรมได้แก่ ขันธ์ 5 และนิวรณ์ 5 ขันธ์ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ขันธ์ 5 แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ รูปกับนาม รูปก็ยังคงเป็นรูป ส่วนเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นนาม รวมแล้วเป็น รูปนาม

การพิจารณาขันธ์ 5 เป็นอารมณ์ ก็คือ การที่ผู้ปฏิบัติกำหนดสติในทุก ๆ อิริยาบถนั่นเอง เช่น พองหนอ ยุบหนอ อาการพอง อาการยุบ เป็นตัวรูป ส่วนจิตที่เข้าไปรู้นั้นเป็นนาม การกำหนดพองหนอ ยุบหนอ จึงบรรจุขันธ์ 5 ไว้ดังนี้

สำหรับนิวรณ์ 5 นั้น เป็นเครื่องกั้นหรืออุปสรรคในการปฏิบัติ มี 5 ประการ คือ 1. ชอบใจ 2. ไม่ชอบใจ 3. ง่วง 4. ฟุ้ง 5. สงสัย เมื่อเกิดนิวรณ์ขึ้นขณะปฏิบัติ ต้องทิ้ง พอง ยุบ เสียก่อน แล้วใช้สติกำหนดดังนี้ คือ

  • 1) กามฉันทะ ความรักใคร่ในทางกาม ให้กำหนดว่า ชอบหนอ ๆ ๆ
  • 2) พยาบาท ความปองร้าย ความอาฆาต ให้กำหนดไม่ชอบหนอ ๆ ๆ
  • 3) ถีนมิทธะ ความท้อแท้ ง่วงซึม ให้กำหนดว่า ง่วงหนอ ๆ ๆ
  • 4) อุทธัจจกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่าน รำคาญใจ ให้กำหนดว่า ฟุ้งหนอ ๆ ๆ
  • 5) วิจิกิจจฉา ความลังเลใจ ไม่อาจตัดสินใจได้ในแนวปฏิบัติ ให้กำหนดว่า สงสัยหนอ ๆ

 

           เมื่อเอาสติเข้าไปกำหนดนิวรณ์อย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ก็ควรละทิ้งนิวรณ์นั้นเสีย แล้วเอาสติกลับมากำหนด พองหนอ ยุบหนอ ต่อไป การปฏิบัติในข้อนี้ก็เพื่อกำจัดเสียซึ่งความมีตัวตน เรา เขา สัตว์ บุคคล ความจริงแล้วมีแต่รูป มีแต่นามเท่านั้น ที่เขาสมมติให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมา ก็เพื่อความสะดวกในการอยู่ร่วมกัน และให้แสดงบทบาทต่าง ๆ ไปตามสมมติเหล่านั้น
          บุคคลจะต้องอาศัยสมมติไปตลอดชีวิต ถ้าหากว่าคนไหนไม่ได้ศึกษาให้รู้ถึง “ความเป็นจริง” แล้ว เขาจะติดอยู่ในสมมตินี้ต่อไป จะไม่สามารถพ้นไปจากทุกข์ได้ เพราะฉะนั้นการปฏิบัติในข้อนี้จึงทำให้รู้ว่า ในตัวของเรานี้มีแต่รูปกับนามเท่านั้นที่เขาสมมติอย่างนั้นอย่างนี้ ก็จะต้องรู้เท่าทันว่าเขาสมมติเพื่ออะไร เพื่อเป็นตัวอย่างอันดีแก่ผู้อื่น การให้ยศถาบรรดาศักดิ์ก็เพื่อจะสอนคนให้เป็นคนดี ยกย่องคนดี และให้เป็นตัวอย่างในการทำความดีของโลก เพื่อทุกคนจะได้เกิดความรู้สึกขึ้นในจิตใจ และพากันทำความดีในโลกนี้
การกำหนดเป็นหัวใจของการปฏิบัติวิปัสสนา เป็นงานที่สำคัญยิ่งของสติ ที่ต้องตามกำหนดตามอยู่ตลอดเวลา การกำหนดที่ติดต่อสืบเนื่องเป็นการตัดสภาวธรรม ทำให้สมาธิมีกำลังกล้าแข็ง ปิดรูรั่วกั้นไม่ให้บาปไหลเข้าสู่จิต จะสังเกตเห็นว่าการกำหนดทุกครั้ง จะต้องมีคำลงท้ายด้วย “หนอ” คำว่า หนอ นี้มีประโยชน์อย่างไร หนอทำให้ขณิกสมาธิมีกำลัง
            สมาธินั้นมีอยู่หลายอย่างบ คือ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ และขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธินั้น โดยมากจะเอาบัญญัติคือสิ่งสมมติกันขึ้นมาเป็นอารมณ์ คือเป็นสมถกรรมฐาน เช่น พิจารณาส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเป็นอารมณ์ ส่วนขณิกสมาธินั้น กำหนดเอารูปนามเป็นอารมณ์ ขณิกสมาธิเป็นสมาธิชั่วขณะ แต่เราอย่ามองข้ามไปว่าเป็นของเล็กน้อย เหมือนฝนที่ตกลงมาหลายเม็ด แต่ละเม็ดรวมกันเข้าจะทำให้นามในคูเป็นต้นเต็มได้เหมือนกันฉันใด เมื่อเราทำขณิกสมาธิมีปัจจุบันเป็นอารมณ์ แล้วก็จะเกิดเป็นกำลังขึ้นมา ตัวอย่างของขณิกสมาธิ เราคู้ครั้งหนึ่งก็เป็นความตั้งใจเป็นขณิกสมาธิ การเหยียดครั้งหนึ่งก็เป็นขณิกสมาธิแล้ว ซึ่งมีคุณค่าอย่างมาก อย่างที่ผู้ปฏิบัติกำหนดรู้อาการพองอาการยุบนั้น มันก็มีขณิกสมาธิอยู่แล้ว แต่เมื่อใส่หนอเข้าไป ก็ทำให้มีกำลังขึ้นมา หนอทำให้เป็นคั่นเป็นตอนเพราะเวลาพอง จิตมันก็เกิดขึ้นขณะหนึ่ง ยุบก็ขณะหนึ่ง ถ้าไม่มีอะไรมาคั่นเลย มันก็จะไม่มีกำลัง ไม่ชัดเจน เมื่อใส่หนอเข้าไป เป็นการเพิ่มขณิกสมาธิให้มีกำลัง เห็นรูปนาม เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ชัดเจนยิ่งขึ้น

วิธีปฏิบัติเจริญสติปัฎฐาน 4
เมื่อฝึกสติปัฎฐาน 4 ได้ครบถ้วนแล้ว ต่อไปก็เอาสติมาเสริมยังอิริยาบถ 4 คือ

  • 1) เมื่อยืน ก็ให้กำหนดว่า ยืนหนอ ๆ ๆ
  • 2) เมื่อเดิน ก็ให้กำหนดว่า เดินหนอ ๆ ๆ หรือขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ
  • 3) เมื่อนั่ง ก็ให้กำหนดว่า นั่งหนอ ๆ ๆ
  • 4) เมื่อนอน ก็ให้กำหนด นอนหนอ ๆ ๆ

การปฏิบัติเช่นนี้ จะทำให้อานุภาพแห่งอิริยาบถมีกำลังยิ่งขึ้น และได้ชื่อว่า เป็นผู้ที่ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท
ต่อไปก็ให้กำหนดอินทรีย์ทั้ง 6 ดังนี้

  • 1) ตาเห็นรูป มีรูป คน เป็นต้น ให้กำหนดว่า เห็นหนอ ๆ ๆ
  • 2) หู เมื่อได้ยินเสียง ให้กำหนดว่า ได้ยินหนอ ๆ ๆ
  • 3) จมูก เมื่อได้กลิ่น ให้กำหนดว่า ได้กลิ่นหนอ ๆ ๆ
  • 4) ลิ้น เมื่อได้รับรสหวาน มัน เค็ม ให้กำหนดว่า รสหนอ ๆ ๆ
  • 5) กาย เมื่อถูก ร้อน เย็น อ่อน แข็ง ให้กำหนดว่า ถูกหนอ ๆ ๆ
  • 6) ใจ เมื่อคิดถึงเรื่องที่ดี หรือไม่ดี ก็ให้กำหนดว่า คิดหนอ ๆ ๆ

              เพราะฉะนั้น เพื่อให้การปฏิบัติบังเกิดผลอย่างถูกต้องตามลำดับ ผู้ปฏิบัติต้องผูกจิตของตนไว้ในสติปัฎฐาน 4 หมั่นสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 และอิริยาบถ 4 ไว้ให้มั่นคง พยายามกินน้อย นอนน้อย พูดน้อย แต่ปฏิบัติให้มาก โดยยึดหลักสำคัญของการปฏิบัติดังนี้ คือ

1. ต้องกำหนดให้ได้ปัจจุบันธรรม การกำหนดพองหนอ ยุบหนอก็ดี ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ก็ดี ต้องกำหนดให้ได้ปัจจุบันธรรม คือจิตที่กำหนดว่าพอง กับท้องที่พอง ต้องให้พร้อมกัน อย่าให้ก่อนให้หลังกัน การมีปัจจุบันเป็นอารมณ์นี้เป็นสิ่งสำคัญในการปฏิบัติ ถ้าหากว่าเราไม่มีปัจจุบันแล้ว เราจะเดินสักชั่วโมง หรือ 2 ชั่วโมง ก็ไม่มีประโยชน์อะไร
            ปัจจุบันนั้นก็คือว่า เวลาเมื่อยุบ ก็ให้ยุบพร้อมกัน หมายความว่า เมื่อท้องยุบ ตัวที่เข้าไปรู้ว่ายุบนั้น จะต้องเข้าไปรู้ขณะที่ท้องยุบ หรือเวลาเดินจงกรม กำหนด ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ เมื่อกำหนดรู้ว่ายกหนอ ก็ต้องพร้อมกับกับขณะที่เท้ายกขึ้นพอดี อย่าไปกำหนดก่อนเท้ายกขึ้น นั่นเป็นอนาคต หรือเวลายกเท้าแล้ว ไปกำหนดยกหนอทีหลัง นั่นก็เป็นอดีตไป ถ้าเป็นเช่นนี้จะไม่ได้ปัจจุบัน แล้วขณิกสมาธิก็จะไม่มีกำลัง เมื่อกำหนดให้ได้ปัจจุบันธรรม ตัวศีล สมาธิ ปัญญา ก็เกิดขึ้นเนื่องจาก

  • จิตคอยระมัดระวังในการพอง การยุบ เป็นตัวศีล
  • จิตที่แนบแน่นอยู่กับการพอง การยุบ เป็นตัวสมาธิ
  • ตัวที่เข้าไปรู้ว่าพอง ว่ายุบ เป็นตัวปัญญา

2. ต้องทำให้ต่อเนื่องกัน คือเมื่อเรากราบสติปัฎฐานแล้ว ก็เริ่มเดินตามเวลาที่กำหนด แล้วต้องมานั่งให้ติดต่อกันไป แล้วในขณะที่พักผ่อน ก็ต้องกำหนดให้อิริยาบถย่อยไปด้วย เช่น ล้างหน้า อาบน้ำ กินข้าว เป็นต้น แม้จะนอน ก็ต้องกำหนดนอนหนอ ๆ ๆ แล้วก็กำหนดพองหนอ ยุบหนอ จนกว่าจะหลับไป สติต้องทำงานอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่เริ่มตื่นนอน จนกระทั่งนอนหลับไป

3. ต้องประกอบด้วยองค์คุณ 3 คือ

  • 1) อาตาปี - เพียรตั้งใจทำจริง
  • 2) สติมา - มีสติระลักรู้ก่อนที่รูปนามจะเกิดขึ้น
  • 3) สมปชาโน - มีสติติดตามกำหนดรู้รูปนามอยู่ทุกขณะ

             มีปัญญานำหน้า (สัมปชัญญะ เลือกเฟ้นธรรม เห็นถูกต้อง) คือ เห็นการเกิด-ดับก่อน เมื่อมีปัญญาเห็นการเกิด-ดับ ทุกขณะจิต ความเพียร สติ สมาธิ และองค์ธรรมอื่น ๆ ย่อมเป็นอันเดินเข้าสู่ทางที่ถูกต้องเอง ตามรักษาจิต (การเกิด-ดับ) ไปทุกขณะจิตอย่างเดียง ในทุกอิริยาบถ ยามยืน เดิน นั่ง นอน สนทนา ฟังคนพูด ทานข้าว อาบน้ำ ทำงานอื่น ๆ ตลอดเวลา (ไม่เลือกกาลเวลา) เมื่อรักษาจิต (การเกิด-ดับ) กรรมทางกาย วาจา ใจ ก็เป็นอันรักษาจิตในองค์อริยมรรค เห็นการเกิด-ดับ อยู่ทุกขณะ สติปัฎฐาน 4 ก็เป็นอันเจริญไปพร้อมกัน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หน่วงไว้ สติหน่วงใจไว้ วิมุติ (จิตเกิด-ดับหลุดพ้นชั่วขณะจิต) หน่วงสติไว้ นิพพาน (ว่าง) หน่วงวิมุติ (เกิด-ดับ) ไว้

4. ปรับอินทรีย์พละให้เสมอกัน ผู้ปฏิบัติจะต้องปรับศรัทธาให้เสมอกับปัญญา อย่าให้อย่างหนึ่งอย่างใดมากน้อยกว่ากัน ถ้าศรัทธายิ่งปัญญาหย่อน ความโลภจะเข้าครอบงำ ถ้าปัญญายิ่ง ศรัทธาหย่อน ความลังเลสงสัยจะเข้าครอบงำ และจะต้องปรับวิริยะให้เสมอกับสมาธิ ถ้าวิริยะยิ่ง สมาธิหย่อน ความฟุ้งซ่านจะเข้าครอบงำ ถ้าสมาธิยิ่ง วิริยะหย่อน ความง่วงจะเข้าครอบงำ ดังนั้นถ้าอย่างหนึ่งอย่างใดมันน้อยเกินไป ก็ต้องเพิ่มเข้าไปให้เสมอกัน โดยมีสติคอยควบคุมอยู่ตลอดเวลา

  • วิธีเพิ่มศรัทธา ทรงใจให้อยู่กับรูปนาม ศีล สมาธิ ปัญญา
  • วิธีเพิ่มปัญญา รู้รูปนาม รู้ปัจจุบัน รู้พระไตรลักษณ์ รู้วิปัสสนา ปัญญา รู้มรรค ผลนิพพาน
  • วิธีเพิ่มวิริยะ เพียรตั้งใจทำจริง กินน้อย นอนน้อย พูดน้อย
  • วิธีเพิ่มสมาธิ ผูกจิตไว้กับองค์คุณ 3 จิตจับในอารมณ์ใดให้กำหนดมั่นในอารมณ์นั้น จิตหลุดในอาการใด ให้กำหนดรู้ในอาการนั้น
  • วิธีเพิ่มสติ ระลึกรู้อยู่ที่รูปนามและการกำหนดตลอดเวลา

เมื่อผู้ปฏิบัติทำความเข้าใจ ในความรู้พื้นฐานของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานในแนวสติปัฎฐานทั้ง 4 เรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มต้นปฏิบัติตั้งแต่แบบฝึกหัดที่ 1 เป็นต้นไป ผู้ที่มีศรัทธาแก่กล้า มีความพากเพียรเป็นอย่างดียิ่ง และตั้งใจปฏิบัติโดยไม่หยุดยั้ง เหมือนอย่างบุคคลในสมัยพุทธกาลแล้ว ก็หวังว่าจะต้องบรรลุมรรคผล ขั้นสูงอย่างแน่นอน

********************************************************

หนังสืออ้างอิง
1) คู่มือปฏิบัติธรรม สำนักปฏิบัติธรรม วัดไทรงามธรรมธราราม จ.สุพรรณบุรี 2524.
2) พุทธธรรม พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตโต) ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 2532.
3) พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตโต) มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 2532.
4) คู่มือการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานในแนวสติปัฎฐาน 4 วัดพระธาตุศรีจอมทอง 2542.

รวบรวมโดย : พระวิษุวัตร วรกิจฺโจ
วัดฝายหิน (มช.)

เครดิตในการพิมพ์บทความนี้ - อ๋อ(น้องอ้อผู้พิมพ์) - จากเว็ปพันทาว

แก้ไขล่าสุด (วันศุกร์ที่ 05 มิถุนายน 2009 เวลา 21:49 น.)